เว็บสำหรับสาวๆ ที่อยากดูดี ทั้งรูปร่าง บุคลิก ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม การแต่งหน้า การดูแลผิวให้เนียนสวยกว่าเดิม เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน จะต้องมีคนยืนมอง ชื่นชมในความงามของคุณ และมีนิยายเรื่องสั้นให้อ่านเพลินๆ ด้วย

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ลมหายใจในคืนไร้แสงดาว นิยายเรื่องสั้น : ไอ้หมู


ลมหายใจในคืนไร้แสงดาว



ความมืด...เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความมืด ลมหายใจของเธอกำลังจะขาดหายไปพร้อมกับความมืด แสงสว่างที่มองไม่เห็น ท้องฟ้าที่เคยระยิบระยับไม่มีแม้แต่ดาวดวงเดียวส่องแสง ลมหายใจเธอกำลังจะจมหายไป
                เธอตะเกียกตะกายควานหาแสงสว่างเผื่อว่ามันจะมี แม้เพียงแค่น้อยนิด เธอกำลังสูดเอาอากาศเข้าไปให้มากที่สุดก่อนที่ออกซิเจนที่มีอยู่ในตัวเธอมันจะมลายหายไป รู้สึกได้ถึงความทรมานอย่างแสนสาหัสที่กำลังเป็นอยู่ บางทีนี่อาจเป็นสถานการณ์ที่บีบบังคับเพื่อให้เธออยู่รอด
                ยิ่งไขว่คว้ายิ่งห่างไกลออกไปทุกที
                ยิ่งโหยหายิ่งร้างลา
                “เราน่าจะแยกกันอยู่สักพัก” คชาพูด หลังจากที่ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบมานาน มีแค่เสียงคลื่นกระทบฝั่งเท่านั้นที่ทำลายความเงียบเป็นระยะๆ
                “เราแก้มันได้ ปัญหาทุกอย่างมีทางออก” เธอบอก
                “คริส เราพยายามหลายครั้ง”
                “แต่เราก็น่าจะลองอีก”
                เธอยื่นมือออกไป เธอคว้ามือเขาไว้ เธออยากสัมผัสเขา มือเขาเย็นเฉียบอาจเป็นเพราะความเย็นรอบตัวขณะนี้ แต่ไม่น่าใช่ มือนี้เคยอบอุ่นเสมอสำหรับเธอ มือเล็กเรียวบางกลับกลายเป็นสีซีดทั้งที่เคยนุ่มนวลสีชมพูระเรื่อ
                “ผมพยายามแล้วแต่ผมทำไม่ได้”
                “เพราะอะไรคะ”
                “ผมคงชินชากับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ผมไม่เคยรู้ว่าสักวันมันจะกลายเป็นจุดแตกหักสำหรับเรา” เขามองหน้าเธอ ดวงตาเข้มคู่นั้นไร้ความรู้สึก
                “ค่ะ”
                “คริส คริส คุณฟังผมอยู่หรือเปล่า”
                “ค่ะ”
                เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ แต่...มันกำลังจะจบ
                เด็กเสิร์ฟยกกาแฟมาเพิ่ม แก้วที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ คาเฟอีนคงทำให้เธอไม่หลับได้ เพราะมันคงมีแต่ฝันร้ายทั้งคืน
                สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงแม้จะแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการพูดเขาได้บอกเธอไปหมดแล้ว คำพูดดูลึกซึ้งแต่ความหมายคือเจ็บปวด
                “ผมคิดว่าเราทุกคนต่างก็เลือกทางของตัวเอง สิ่งที่เราเลือกคือทางออกที่ดีที่สุด”
                ไม่มีความเสียใจแสดงออกมาให้เห็นทุกอย่างมันไหลลึกเข้าไปเก็บไว้ข้างในความรู้สึก มันกำลังจะระเบิดออกมาแต่ไม่ใช่ตอนนี้
                เธอมองไม่เห็นแสงสว่างแม้ว่าตอนนี้แสงสีส้มสาดส่องไปทั่วท้องฟ้าในยามพระอาทิตย์กำลังจะคล้อยลับขอบฟ้าไป เธอไม่อยากให้ถึงกลางคืนความมืดที่มีอยู่ตอนนี้มันพียงพอแล้ว เธอไม่ต้องการมันอีก
                เธอส่ายศีรษะเล็กน้อย “คริส...ไม่อยากได้ยินเสียงคุณอีก” เธอพูด
                แววตาเหม่อลอยทอดมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เธอสามารถจินตนาการภาพการเดินเพียงลำพังคนเดียวในวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร้ข้อสงสัย ภาพเหล่านั้นปรากฏขึ้นชัดเจน เธอรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับจะลุกขึ้นเดินไม่ได้
                “ผมขอโทษ”
                “ระหว่างเราไม่มีใครผิด ไม่ต้องขอโทษค่ะ”
                “แต่...” เขากำลังจะเอ่ย
                “ไม่มีอะไรแต่...ทั้งนั้นค่ะ เราเลือกมันเอง” เธอแข็งใจพูดต่อ “เราทำถูกต้องที่สุดแล้ว...เรา...เลือกแล้ว...” เธอสูดลมหายใจเข้าไปให้ลึกสุด เธอไม่ได้เลือก ไม่อยากเลือก แต่จำเป็นต้องเลือก เธอคงไปห้ามคนที่เขากำลังหาเหตุผล ไม่ใช่ หาวิธีแก้ มาเดินออกจากชีวิตเธอไปไม่ได้
               
                การก้าวออกมาจากจุดนั้นไม่ได้ยากเท่าไหร่ แต่การทิ้งความรู้สึกร้าวรานทั้งหมดไว้ที่นั่นโดยไม่เอามันกลับมาด้วยเป็นเรื่องที่ยากนัก ถนนยังคงทอดยาวให้เดินย่ำไปเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ต่างกันกับเขาและเธอมันสิ้นสุดอย่างง่ายดาย รวดเร็วและไม่ทันได้ตั้งตัว
                ท้องฟ้ามืดมิด แต่เธอยังเดินอยู่อย่างนั้น ไร้แสงดาวแต่เธอยังพยามยามมองขึ้นไปและหาแสงเหล่านั้นเผื่อมันจะมีให้เห็นบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี มือเธอสัมผัสกับน้ำอุ่นที่มันเอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้ใครเห็นน้ำตา เธอยังมีลมหายใจแม้ว่าความเสียใจไหลออกมาพร้อมกับน้ำตาปริ่มว่ามันกำลังจะขาด การสิ้นสุดของความรัก ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่...มันคือจุดเริ่มต้นที่ต้องการความเข้มแข็งต่างหาก
ร่างโตสูงใหญ่ใบหน้าคุ้นๆของภูผา กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ มืออุ่นๆคู่นั้นพร้อมที่จะจับมือเธอเสมอหากเธอต้องการ อดีตที่มันคอยตามเป็นเงาเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานยังไม่สามารถลบเลือนมันออกไปได้ ชีวิตที่จมอยู่กับความเจ็บปวดมันยังตราตรึงและเกิดเป็นบาดแผลในใจ แม้ว่า วันนี้จะมองเห็นแสงสว่างร่ำไรๆ เหมือนจะมีลมหายใจจากอีกหนึ่งดวงใจพร้อมจะต่อลมหายใจของเธอที่กำลังจะหดหาย
                ถึงแม้วันนี้จะอากาศแจ่มใสแต่เธอกลับยังรู้สึกหม่นหมอง
                ถึงแม้จะมีรอยยิ้มกว้างอันจริงใจมายืนทักทายอยู่ตรงหน้าแต่เธอกลับยังนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก
                “ตื่นเช้าจัง” เขาทักทายเธอเป็นปกติ
                “อากาศดีค่ะ” คริสพูดทักทายเขาตอบ เธอชอบมายืนสูดอากาศที่นี่ตอนเช้าๆ
                นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาคอยอยู่ข้างๆเธอเสมอ แม้ว่า เธอจะไม่ได้มีเขา เขายังรอ ยังรอโอกาสที่เธอจะเปิดใจ
                “นอนหลับดีไหมเมื่อคืน”
                “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตื่นกลางดึกเรื่อย”
                “เป็นอย่างนี้มานานยัง”
                ความหม่นหมองในใจมันทำให้ความสุขที่ชีวิตควรจะได้รับหดหายไป ความเศร้ามันเข้าไปเกาะกุมหัวใจไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
                “นานแล้วค่ะ...ตั้งแต่....” เธอไม่ยอมพูดต่อ คนฟังเข้าใจว่าเธอกำลังหมายถึงอะไร
                เขาเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ ในวันที่เธอไม่มีใครเขาเป็นคนเดียวที่คอยอยู่ข้างๆและให้กำลังใจเธอมาตลอด ความรู้สึกดีๆระหว่างเรา มิตรภาพที่เขาหยิบยื่นให้เธอโดยปราศจากข้อแม้ใดๆ ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คืบหน้าไปเท่าไหร่นัก
                “ไปหาอะไรดื่มกัน” เขาชวน ตัดบทไม่อยากได้ยินสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อ
                “ไปใกล้ๆนะคะ ไม่อยากเดินไปไกล”
                “ตรงนู่นปะ” เขาพูดพร้อมชี้ไปยังร้านวิวสวยๆอยู่ไม่ไกลนัก
                การเดินไปเรื่อยๆท่ามกลางบรรยากาศแมกไม้สวยงามยามเช้า เสียงนกส่งเสียงร้องระงม ความสดชื่นทำให้เธอและเขาผ่อนคลายได้บ้าง
                “เรานั่งเรือออกไปเที่ยวเกาะกันไหม”
                “คริสเมาเรือค่ะ”
                “สปีดโบ้ท ไม่เมาหรอก แป๊บเดียวก็ถึงเกาะ”
                “อืม น่าสน” เธออมยิ้มเล็กน้อย
                แม้มันเป็นจะเป็นยิ้มจางๆและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยบนใบหน้าของเธอ แต่เขาก็ดีใจที่ยังได้เห็นมันบ้าง
                “ที่นั่นน้ำทะเลสวยมาก สวยกว่าชายหาดที่นี่”
                การออกจากสภาวะแวดล้อมเดิมๆทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้ความเหงาถูกกลืนหายไปได้บ้าง แต่ ไม่ใช่ทั้งหมด
                “เหรอคะ ยังไม่เคยไปเหมือนกัน”
                “พรุ่งนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วเดี๋ยวกลับเข้าฝั่งตอนบ่ายๆก่อนที่น้ำจะลง เดี๋ยวเอาเรือเข้าจอดไม่ได้”
                เธอหันไปยิ้ม เป็นเชิงว่าตอบรับ ทำเอาคนชวนแอบหัวใจพองโต
สปีดโบ้ทแล่นปะทะกับน้ำทะเล ภาพอันกว้างใหญ่ของท้องทะเลชวนมองยิ่งนัก ความเร็วของเรือทำให้วิวด้านข้างรวมเป็นผืนเดียวกันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวพายุ อากาศที่ปลอดโปร่งรับกับท้องฟ้าที่สดใส วันนี้ร้อนเล็กน้อยแต่ทำให้หัวใจดวงหนึ่งอบอุ่น
                “สวยนะคะ น้ำทะเลใสมาก” เธอพูดเสียงสดใส
                ก้มลงมองน้ำทะเลขณะที่เรือแล่นปะทะน้ำสีครามนั่น
                “ถ้าไปถึงที่เกาะ สวยยิ่งกว่านี้อีกครับ ที่นั่นส่วนตัวมาก ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปทำให้น้ำทะเลใสเป็นสีฟ้าเลยครับ มองเห็นปลาหลากหลายสีและปะการังสวยงามเยอะมาก”
                คนอธิบายหน้าตาบ่งบอกถึงความสุข ดวงหน้าเข้าแต่มีรอยยิ้มตลอดเวลา
                “เราดำน้ำได้ไหมคะ”
                “ได้ครับแต่ดำตื้นๆนะครับ ถ้าว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งมันอันตราย”
                “คริสว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งด้วยสิ”
                “เราดำน้ำตื้นก็พอครับ ใต้ท้องทะเลสวยเหมือนกัน”
                ความงดงามของท้องทะเลในวันฟ้าเปิด ทำให้วันนี้จิตใจเธอลืมเรื่องต่างๆไปได้บ้าง เธอไม่ได้อยากจะจำมันเท่าไหร่ แต่ยิ่งเธอพยายามลืมมันเท่าไหร่มันกลับยิ่งฝังลึกเข้าไปข้างในจิตใจเธอทุกที
                ต่างกันกับวันนี้ เธอไม่ได้พยายามจะลืมมัน แต่มันกลับหายไปกับท้องทะเลและแสงแดดที่กำลังส่องกล้าท้าสายตาอยู่ในขณะนี้ และมันหายไปพร้อมกับใครบางคนที่ทำให้เธอพร้อมจะลืมมัน
                การดำน้ำตื้นไม่ได้ยากนักสำหรับเธอ แต่โขดหินสวยงามที่อยู่ใต้น้ำนั่นสิ ความงดงามที่เธอมองลงไปจากบนเรือ ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมเท้าลงไปเหยียบพวกมัน เรือจอดนิ่งอยู่อย่างนั้น กล้ามเป็นมัด ผิวเข้ม ลอยอยู่เหนือน้ำ ก้มหน้า เขาดูมีความสุขกับโลกใต้ท้องทะเลยิ่งนัก
                ความสวยงามเธอยังสามารถมองเห็นได้แม้ว่าเธอไม่ได้ลงไปสัมผัสมัน น้ำที่ใสจนเห็นพื้นทะเลทำให้เธอได้สัมผัสความงดงามของใต้ท้องทะเลอย่างแท้จริง
                “สวยไหมคะ” เธอตะโกนถาม เขาลอยอยู่ห่างจากเรือเล็กน้อย
                “มีปลาเยอะแยะไปหมดเลย” เขาเงยหน้าขึ้นจากน้ำ ตอบเธอพร้อมยิ้มกว้างมองเห็นฟันทุกซี่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
                ดูเขาเชี่ยวชาญในการดำน้ำยิ่งนัก อาจเป็นเพราะความหลงใหลในโลกที่สงบการดำดิ่งลึกลงไปใต้ท้องทะเลทำให้เขามีอีกโลกหนึ่ง
                มือช้อนปะการังสีขาวโชว์ความสวยงามของมันให้เธอดู “สวยไหม” เขาถาม
                “โอ้โห...สวยค่ะสวย” เธอตื่นเต้น
                เขามุดลงไปเอามันไปวางไว้ที่เดิม ก่อนจะผุดขึ้นมายิ้มหวานๆให้คนนั่งยิ้มอยู่บนเรือ
                เรือแล่นไปรอบเกาะหาสวยงามความแปลกใหม่ให้คนที่ไม่ค่อยเที่ยวเกาะหรือทะเลอย่างเธอเพราะว่ายน้ำไม่เป็นและกลัวแดดอย่างมากได้ชื่นชมกับธรรมชาติแบบที่หาดูได้ยากในทะเลของประเทศไทย

                บ้านเรือนที่มองเห็นไกลอยู่ด้านหน้าบ่งบอกว่าเรือกำลังแล่นเข้าฝั่ง ทะเลอันกว้างใหญ่บางครั้งคลื่นลมแรงถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง บางครั้งมันดูเงียบสงบดูน่ากลัว แต่เรือก็ยังโลดแล่นอยู่บนท้องทะเลได้ทุกสถานการณ์
                ชีวิตเธอเคยมีพายุลมแรงโหมกระหน่ำ เคยนิ่งสงบจนน่ากลัว เคยเรียบง่ายแบบไร้ความตื่นเต้น เคยจมอยู่ในความมืดไม่มีแสงสว่างส่องนำทางออกมา เคยไร้อากาศหายใจในวันที่อ่อนล้าและหมดแรง แต่วันนี้เธอก็ยังยืนหยัดและยังมีลมหายใจ เหมือนท้องฟ้าในวันที่คืนไร้ดาวแต่คืนนี้กลับพบแสงสว่าง
                สองมือยังกุมกันไว้แน่น แรงลมปะทะกับสองใบหน้าที่มีรอยยิ้มอยู่บนนั้น ตาทั้งคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ความพยายามของเขาไม่เคยจบลงแม้ในวันที่เธอไม่ได้มีเขาในหัวใจ วันนี้เธอรู้ เธอรู้ว่าเขาเป็นคนต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายให้เธอก่อนที่มันจะหมดไป เขาคือดาวดวงน้อยหนึ่งดวงที่ส่องแสงริบหรี่ๆในคืนไร้แสงดาว
และนั่นแม้เพียงเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เธอได้รับ แต่มันกลับยิ่งใหญ่มีค่ามากมายสำหรับชีวิตเธอ
ขอบคุณคนที่ให้...ลมหายใจในคืนไร้แสงดาว
The End.





Klik untuk melihat kode: :) =( :s :D :-D ^:D ^o^ 7:( :Q :p T_T @@, :-a :W *fck* x@

สวัสดีดี คุณผู้อ่านทุกๆ ท่าน หวังว่าบทความของเราจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง :O
TOP